ริกเกอร์ เครน คืออะไร ? ทำความเข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบ

Last updated: 22 ต.ค. 2569  | 

rigger-crane-duties-safety

หมวดหมู่: ความรู้ด้านความปลอดภัยปั้นจั่นและเครนโรงงานอุตสาหกรรม | เผยแพร่โดย บริษัท ฟอร์ช เครน ไฟฟ้า จำกัด

ริกเกอร์ เครน คืออะไร ? ทำความเข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบ

สรุปคำตอบตรงประเด็น (Featured Snippet: ความยาว 48 คำ)
ริกเกอร์ เครน

ในการบริหารจัดการโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า โครงสร้างพื้นฐาน และไซต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างสมุทรปราการ กรุงเทพฯ นนทบุรี และชลบุรี การเคลื่อนย้ายเครื่องจักรกลหนัก แม่พิมพ์เหล็ก คอยล์โลหะ หรือวัสดุก่อสร้างน้ำหนักหลายตันด้วยปั้นจั่น (Crane) ถือเป็นหัวใจหลักของกระบวนการผลิตและการติดตั้ง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการทำงานของเครนไฟฟ้าเหนือศีรษะ (เครนโรงงานและเครนเหนือศีรษะ Overhead Crane) เครนขาสูง (Gantry Crane) หรือรถเครนเคลื่อนที่ ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่สมรรถนะของมอเตอร์รอกไฟฟ้าหรือความชำนาญของพนักงานขับเครนเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยบุคลากรหน้างานที่เป็นด่านหน้าของความปลอดภัย นั่นคือ ริกเกอร์ เครน (Rigger Crane)


เจาะลึกตำแหน่ง ริกเกอร์ เครน (Rigger Crane) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในไซต์งาน

เมื่อมีผู้ตั้งคำถามว่า Rigger คือตำแหน่งอะไร หากพิจารณาตามรากศัพท์ทางวิศวกรรมและการขนถ่ายวัสดุสากล คำว่า Rigging หมายถึง กระบวนการออกแบบ จัดเตรียม และติดตั้งระบบอุปกรณ์ผูกยึด (เช่น ลวดสลิง โซ่ยกของ สลิงผ้าใบ สเก็น เกลียวเร่ง และคานกระจายน้ำหนัก) เพื่อใช้ในการยกและเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีน้ำหนักมาก ดังนั้น ริกเกอร์ เครน (Rigger Crane) จึงหมายถึงช่างเทคนิคหรือผู้ปฏิบัติงานเฉพาะทางที่ทำหน้าที่คำนวณความสมดุล คัดเลือกอุปกรณ์ช่วยยก (Rigging Gear) และดำเนินการผูกมัดยึดเกาะชิ้นงานเข้ากับตะขอของปั้นจั่นอย่างมั่นคง เพื่อให้การยกเคลื่อนย้ายวัตถุจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางเป็นไปอย่างปลอดภัย ไม่เกิดการแกว่งตัว การบิดตัว หรือการร่วงหล่น

นิยามของ ริกเกอร์ เครน ตามกฎหมายแรงงานไทย (กฎกระทรวงปั้นจั่น พ.ศ. 2564)

ภายใต้ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ได้บัญญัติคำนิยามของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ปั้นจั่นไว้เป็น 4 บทบาทสำคัญ หรือที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเรียกกันโดยทั่วไปว่า ปั้นจั่น 4 ผู้ โดยตำแหน่ง ริกเกอร์ เครน ตรงกับคำนิยามตามกฎหมายว่า ผู้ยึดเกาะวัสดุ ซึ่งหมายถึง ผู้ทำหน้าที่ผูก มัด หรือเกี่ยววัสดุที่ใช้ปั้นจั่นยก หรือเคลื่อนย้าย

ผู้ควบคุมการใช้เครน

ทำไมไซต์งานยุคใหม่จึงขาด ริกเกอร์ เครน ที่มีทักษะเฉพาะทางไม่ได้?

ในอดีตบางสถานประกอบการอาจเข้าใจผิดว่างานผูกสลิงเป็นงานแรงงานทั่วไปที่ให้พนักงานคนใดในแผนกมาคล้องสลิงเข้ากับตะขอก็ได้ แต่ในความเป็นจริง งานยกวัสดุด้วยเครนมีความซับซ้อนทางฟิสิกส์และวิศวกรรมสูงมาก ความสำคัญของ ริกเกอร์ เครน ต่อธุรกิจและโรงงานสามารถสรุปได้เป็น 4 มิติหลัก ดังนี้:

  • 1. การปกป้องชีวิตของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ (Zero Fatalities & Injuries): วัตถุที่ถูกยกด้วยเครนมีพลังงานศักย์โน้มถ่วงมหาศาล หากผูกมัดไม่สมดุลจนชิ้นงานหลุดร่วงหรือแกว่งกระแทกผู้ปฏิบัติงาน ย่อมนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นทุพพลภาพหรือเสียชีวิต ริกเกอร์ เครน จึงเป็นปราการด่านแรกที่คัดกรองความเสี่ยงเหล่านี้ก่อนที่ชิ้นงานจะลอยพ้นพื้น
  • 2. การป้องกันความเสียหายต่อเครื่องจักรและสินค้ามูลค่าสูง (Asset & Cargo Protection): แม่พิมพ์ฉีดพลาสติก แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ เครื่องจักร CNC หรือคอยล์เหล็กเกรดพิเศษ มีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักสิบล้านบาท การเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยยกที่เหมาะสมและการจัดสมดุลจุดศูนย์ถ่วงที่แม่นยำช่วยป้องกันไม่ให้ชิ้นงานบิดงอ เป็นรอยบุบ หรือพลิกคว่ำเสียหาย
  • 3. การถนอมอายุการใช้งานของเครนไฟฟ้าและรอกโซ่/รอกสลิง (Crane Longevity): การผูกชิ้นงานเยื้องศูนย์หรือการลากดึงชิ้นงานในแนวเฉียง (Side Pulling) จะสร้างแรงกระชาก (Shock Load) และแรงบิดตัวเข้าสู่รอกไฟฟ้า ไกด์สลิง (Rope Guide) มอเตอร์ขับเคลื่อน และคานสะพานเครนโดยตรง การมีริกเกอร์ที่จัดแนวตะขอให้ตรงจุดศูนย์ถ่วงจึงช่วยลดภาระการสึกหรอของเครนได้อย่างมหาศาล
  • 4. ความสอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานการตรวจประเมิน (Legal & Audit Compliance): ทั้งการตรวจความปลอดภัยจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มาตรฐาน ISO 45001 และข้อกำหนดของผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor) ล้วนกำหนดให้ต้องมีใบเซอร์ริกเกอร์และเอกสารการตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยยกที่ครบถ้วน

ตารางเปรียบเทียบหน้าที่และความรับผิดชอบของ ปั้นจั่น 4 ผู้ ในไซต์งาน

เพื่อให้เจ้าของโรงงาน ผู้รับเหมา และฝ่ายทรัพยากรบุคคลเห็นภาพความแตกต่างระหว่าง ริกเกอร์ เครน, คนให้สัญญาณเครน, พนักงานขับรถเครน หน้าที่ (ผู้บังคับปั้นจั่น) และ ผู้ควบคุมการใช้เครน อย่างชัดเจน สามารถเปรียบเทียบขอบเขตงานและความรับผิดชอบได้จากตารางด้านล่างนี้

ตำแหน่งตามกฎหมาย (4 ผู้)ชื่อเรียกในไซต์งานหน้าที่และความรับผิดชอบหลักความเชื่อมโยงด้านความปลอดภัย
1. ผู้ยึดเกาะวัสดุริกเกอร์ เครน (Rigger Crane / ช่างยึดเกาะวัสดุ)ตรวจสอบสภาพลวดสลิง สลิงผ้าใบ โซ่ และสเก็น คำนวณน้ำหนักรวมและจุดศูนย์ถ่วง (CG) เลือกวิธีผูกมัด (Hitch) ที่เหมาะสม ติดตั้งเชือกประคอง (Tag Line) และตรวจสอบสมดุลก่อนยกป้องกันชิ้นงานร่วงหล่น สลิงขาดจากมุมยกที่ผิดเพี้ยน หรือชิ้นงานพลิกคว่ำกลางอากาศ
2. ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่นคนให้สัญญาณเครน (Signalman / Banksman)เป็นดวงตาให้ผู้บังคับเครน สื่อสารด้วยสัญญาณมือเครนมาตรฐานสากล นกหวีด หรือวิทยุสื่อสาร เคลียร์พื้นที่อันตรายใต้แนวการเคลื่อนที่ของวัตถุ และสั่งหยุดฉุกเฉินเมื่อพบความเสี่ยงลดจุดบอดสายตา (Blind Spot) ของคนขับเครน ป้องกันการชนสิ่งกีดขวางหรือทับผู้ปฏิบัติงาน
3. ผู้บังคับปั้นจั่นพนักงานขับเครน / พนักงานขับรถเครน (Crane Operator)ตรวจเช็คความพร้อมของเครนประจำวัน (Pre-use Inspection) ควบคุมการเดินเครน ยกขึ้น-ลง เคลื่อนที่ตามตารางพิกัดยก (Load Chart) และปฏิบัติตามคำสั่งของคนให้สัญญาณเครนอย่างเคร่งครัดควบคุมความนุ่มนวลในการเคลื่อนที่ ป้องกันแรงกระชาก (Shock Load) และหยุดเครนเมื่อระบบเตือนภัยทำงาน
4. ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นหัวหน้างานยก / ผู้ควบคุมการใช้เครน (Crane Supervisor)วางแผนการยก (Lifting / Rigging Plan) ตรวจสอบใบเซอร์ของทีมงานและเอกสาร ปจ.1/ปจ.2 ประเมินสภาพแวดล้อมหน้างาน อนุมัติการยก และกำกับดูแลให้ทุกคนปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยรับผิดชอบภาพรวมเชิงบริหารและวิศวกรรม สั่งระงับงานทันทีหากสภาพอากาศหรืออุปกรณ์ไม่ปลอดภัย

ริกเกอร์ รถเครน,Rigging Plan คือ

หน้าที่และความรับผิดชอบของ ริกเกอร์ เครน: จากการวางแผนยก สู่การให้สัญญาณมือเครน

การทำงานของ ริกเกอร์ เครน มืออาชีพไม่ได้เริ่มต้นเมื่อตะขอเครนหย่อนลงมาถึงชิ้นงาน แต่เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการก่อนยก (Pre-Lift) การปฏิบัติการระหว่างยก (During Lift) ไปจนถึงการปลดและจัดเก็บอุปกรณ์หลังยกเสร็จสิ้น (Post-Lift) โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลักที่มีความสำคัญต่อ ความปลอดภัยในการใช้เครน ดังต่อไปนี้


การอ่านและร่วมวางแผนการยก (Rigging Plan คือ หัวใจของการป้องกันอุบัติเหตุ)

Rigging Plan คือ เอกสารหรือแผนผังทางวิศวกรรมที่กำหนดรายละเอียดการผูกยึดและการเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยปั้นจั่น (มักเป็นส่วนหนึ่งของ Lifting Plan) ซึ่งจัดทำโดยวิศวกรหรือ ผู้ควบคุมการใช้เครน ร่วมกับ ริกเกอร์ เครน โดยเฉพาะในการยกชิ้นงานที่มีความซับซ้อน (Critical Lift) เช่น ชิ้นงานที่มีน้ำหนักเกินร้อยละ 7580 ของพิกัดเครน ชิ้นงานที่มีรูปทรงไม่สมมาตร ชิ้นงานที่มีมูลค่าสูง หรือการยกด้วยเครน 2 ตัวพร้อมกัน (Tandem Lift)

ในขั้นตอนนี้ หน้าที่ Rigger Crane คือการตรวจสอบองค์ประกอบสำคัญใน Rigging Plan ได้แก่: (1) น้ำหนักสุทธิรวม (Total Gross Load) ซึ่งต้องนำน้ำหนักของชิ้นงานมารวมกับน้ำหนักของตะขอรอก (Hook Block) คานกระจายน้ำหนัก (Spreader Beam) สเก็น และสลิงทั้งหมด, (2) ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity - CG) โดยตะขอเครนจะต้องอยู่ตรงแนวดิ่งเหนือจุดศูนย์ถ่วงเสมอเพื่อไม่ให้ชิ้นงานเอียงหรือแกว่งตัวทันทีที่ลอยพ้นพื้น, และ (3) เส้นทางการเคลื่อนย้ายและจุดวางชิ้นงาน (Travel Path & Landing Zone) ซึ่งต้องปราศจากสิ่งกีดขวางและมีหมอนรองรับน้ำหนักที่มั่นคงแข็งแรง


การคัดเลือกและตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยยกลวดสลิง โซ่ และสลิงผ้าใบ

ก่อนการผูกมัดทุกครั้ง ริกเกอร์ เครน ต้องตรวจสอบค่าพิกัดการรับน้ำหนักอย่างปลอดภัย หรือ SWL (Safe Working Load) / WLL (Working Load Limit) ที่ระบุอยู่บนป้ายเนมเพลท (Tag) ของอุปกรณ์ช่วยยกทุกชิ้น หากอุปกรณ์ชิ้นใดไม่มีป้ายระบุพิกัดชัดเจน หรือมีร่องรอยความเสียหายเกินเกณฑ์มาตรฐาน ห้ามนำมาใช้งานโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ริกเกอร์ต้องคำนวณผลกระทบของ มุมสลิง (Sling Angle) เพราะยิ่งมุมระหว่างขาสลิงกับแนวราบแคบลง แรงดึงในเส้นสลิงแต่ละเส้นจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เช่น ที่มุมสลิง 60 องศา แรงดึงในสลิงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.15 เท่าของน้ำหนักที่แบ่งรับ แต่หากมุมสลิงลดลงเหลือ 30 องศา แรงดึงในเส้นสลิงจะพุ่งสูงถึง 2 เท่าของน้ำหนักที่แบ่งรับ จึงห้ามใช้มุมสลิงต่ำกว่า 30 องศา (และแนะนำให้รักษามุมสลิงไม่ต่ำกว่า 4560 องศาในงานทั่วไป)

ประเภทอุปกรณ์ช่วยยกลักษณะงานที่เหมาะสมจุดตรวจสอบการชำรุดที่ต้องคัดออกทันทีข้อควรระวังในการใช้งาน
อุปกรณ์ช่วยยกลวดสลิง (Wire Rope Sling)งานยกโครงสร้างเหล็ก เครื่องจักรหนัก และงานอุตสาหกรรมทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรงสูงลวดขาดตั้งแต่ 6 เส้นขึ้นไปใน 1 ช่วงเกลียว หรือขาด 3 เส้นขึ้นไปใน 1 เกลียว, สลิงแตกทรงกรงนก (Birdcaging), หักงอถาวร (Kink), สึกหรอหรือเป็นสนิมกัดกร่อนเกินเกณฑ์ห้ามผูกปมหรือพาดผ่านขอบคมของชิ้นงานโดยไม่มีวัสดุรองกันบาด (Corner Protector)
สลิงผ้าใบ / สลิงอ่อน (Webbing / Round Sling)งานยกชิ้นงานที่ผิวบอบบาง เพลาขัดเงา ชิ้นส่วนพ่นสี หรือเครื่องจักรที่ไม่ต้องการรอยขีดข่วนป้ายบอกพิกัด (SWL Tag) ขาดหายหรืออ่านไม่ออก, เนื้อผ้าฉีกขาดจนเห็นเส้นด้ายเตือนสีแดงด้านใน, มีรอยไหม้จากสะเก็ดไฟเชื่อม หรือโดนสารเคมีกัดกร่อนแพ้ขอบคมและความร้อนสูง ต้องสวมปลอกกันบาดทุกครั้งที่สัมผัสขอบโลหะ
โซ่ยกของเกรดอัลลอย (Alloy Steel Chain Sling)งานยกในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง โรงหล่อโลหะ งานยกแม่พิมพ์หนัก และงานที่ต้องใช้งานสมบุกสมบันข้อโซ่ยืดตัวเกินมาตรฐาน, เส้นผ่านศูนย์กลางข้อโซ่สึกหรอเกินร้อยละ 10, มีรอยแตกร้าว รอยบาก หรือข้อโซ่บิดงอไม่ให้ตัวต้องใช้โซ่เกรดสำหรับงานยกโดยเฉพาะ (เช่น Grade 80 หรือ Grade 100) ห้ามนำโซ่ลากจูงทั่วไปมายกของ
สเก็นและห่วงยก (Shackles & Eyebolts)อุปกรณ์ข้อต่อสำหรับเชื่อมสลิงเข้ากับหูยกของชิ้นงาน (Lifting Lug) หรือตะขอเครนสลักสเก็นบิดงอ เกลียวรูด ปากสเก็นถ่างออกเกินมาตรฐาน หรือไม่มีปั๊มค่า WLL บนตัวสเก็นห้ามใช้น็อตทั่วไปใส่แทนสลักสเก็นแท้โดยเด็ดขาด และต้องขันสลักให้สุดเกลียวพร้อมใส่สลักนิรภัย (Safety Pin)
ความปลอดภัยในการใช้เครน

เทคนิคการผูกมัดวัสดุ (Sling Hitch) และการทดสอบยก (Trial Lift)

ช่างยึดเกาะวัสดุ ต้องเลือกรูปแบบการผูกสลิงให้สอดคล้องกับลักษณะของชิ้นงานและค่าตัวคูณพิกัดรับน้ำหนัก (Mode Factor) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบพื้นฐาน ได้แก่:

  • การผูกยกแบบแนวดิ่ง (Vertical Hitch): ใช้สลิงเชื่อมต่อจากตะขอเครนลงมายังจุดยกของชิ้นงานโดยตรง รับน้ำหนักได้ 100% ของค่า WLL ของสลิง แต่ไม่เหมาะกับชิ้นงานยาวหรือชิ้นงานที่ไม่มีจุดล็อกกันหมุน
  • การผูกยกแบบรัดรอบ (Choker Hitch): เป็นการสอดปลายสลิงด้านหนึ่งผ่านห่วงอีกด้านหนึ่งเพื่อรัดชิ้นงานให้แน่นขึ้นเมื่อถูกดึง เหมาะสำหรับมัดท่อหรือเหล็กเส้น แต่ประสิทธิภาพการรับน้ำหนักของสลิงจะลดลงเหลือประมาณ 7580% ของค่า WLL ปกติเนื่องจากเกิดการหักมุมที่จุดรัด
  • การผูกยกแบบโอบอุ้มหรือกระเช้า (Basket Hitch): เป็นการคล้องสลิงลอดใต้ชิ้นงานแล้วนำปลายทั้งสองข้างขึ้นไปเกี่ยวกับตะขอเครน ช่วยกระจายน้ำหนักได้ดีเยี่ยมและเพิ่มขีดความสามารถในการรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 2 เท่า (เมื่อขาสลิงตั้งฉากแนวดิ่ง) แต่ต้องระวังไม่ให้สลิงลื่นไถลเข้าหากัน

เมื่อผูกมัดเสร็จและตรวจสอบว่าลิ้นกันหลุดของตะขอเครน (Safety Latch) ปิดสนิทแล้ว ริกเกอร์ เครน ต้องผูกเชือกประคอง (Tag Line) และสั่งให้ผู้บังคับเครนทำการ ยกทดสอบ (Trial Lift) โดยค่อยๆ เดินรอกให้สลิงตึงตัวและยกชิ้นงานให้ลอยพ้นพื้นเพียง 1015 เซนติเมตร แล้วหยุดค้างไว้ชั่วครู่ เพื่อตรวจสอบว่าชิ้นงานได้ระนาบสมดุล ไม่เอียงกะเท่เร่ สลิงไม่บิดตัว และระบบเบรกของรอกไฟฟ้า (มอเตอร์เครนและระบบเบรกรอกไฟฟ้า) สามารถล็อกน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยก่อนทำการยกจริง


การสื่อสารด้วยสัญญาณมือเครน (Crane Hand Signals) อย่างแม่นยำ

ภายในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเสียงเครื่องจักรดังตลอดเวลา การตะโกนสั่งงานถือเป็นสาเหตุหลักของความเข้าใจผิด กฎหมายจึงกำหนดให้ใช้ สัญญาณมือเครนตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยกำหนดให้มี คนให้สัญญาณเครนเพียงคนเดียวเท่านั้น ในการสั่งการผู้บังคับปั้นจั่น (ยกเว้นสัญญาณ หยุดฉุกเฉิน ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนในบริเวณนั้นสามารถส่งสัญญาณได้ทันทีหากพบเห็นอันตราย)


คำสั่งสัญญาณมือเครนท่าทางมาตรฐานของผู้ให้สัญญาณเครนการตอบสนองของผู้บังคับเครน
1. ยกตะขอขึ้น (Hoist Up)ยกแขนท่อนล่างตั้งขึ้นในแนวดิ่ง ชี้นิ้วชี้ขึ้นด้านบน แล้วหมุนมือเป็นวงกลมเล็กๆ ในแนวราบเดินรอกดึงสลิงและตะขอเครนขึ้นตามจังหวะการหมุนมือ
2. หย่อนตะขอลง (Lower)เหยียดแขนชี้ลงด้านล่าง ชี้นิ้วชี้ลงพื้น แล้วหมุนมือเป็นวงกลมเล็กๆ ในแนวราบค่อยๆ ผ่อนรอกหย่อนตะขอเครนและชิ้นงานลงสู่จุดวาง
3. เคลื่อนที่อย่างช้าๆ (Move Slowly)ใช้มือข้างหนึ่งทำท่าสัญญาณการเคลื่อนที่ (เช่น ยกขึ้นหรือหย่อนลง) และใช้ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งวางนิ่งขวางไว้ด้านหน้าหรือด้านบนมือที่ให้สัญญาณเดินเครนหรือรอกด้วยความเร็วต่ำที่สุด (Creep Speed / Inching) เพื่อจัดวางชิ้นงานอย่างละเอียด
4. หยุด (Stop)เหยียดแขนข้างหนึ่งออกไปด้านข้างระดับไหล่ คว่ำฝ่ามือลงขนานกับพื้น แล้วโบกแขนไปมาในแนวราบหยุดการเคลื่อนที่ของเครนและรอกอย่างนุ่มนวลทันที
5. หยุดฉุกเฉิน (Emergency Stop)เหยียดแขนทั้งสองข้างออกไประดับไหล่ คว่ำฝ่ามือลง แล้วโบกแขนทั้งสองข้างไปมาอย่างรวดเร็ว (พร้อมเป่านกหวีดยาวรัวหากมี)ตัดการทำงานหรือหยุดทุกการเคลื่อนที่ของปั้นจั่นทันทีเพื่อระงับอุบัติเหตุ

กฎเหล็กด้านความปลอดภัยขณะเคลื่อนย้ายและหลังวางชิ้นงาน

เพื่อให้ การทำงานกับเครน ปลอดภัย 100% ริกเกอร์ เครน ต้องปฏิบัติตามกฎเหล็กด้านอาชีวอนามัยอย่างเคร่งครัด ได้แก่: ห้ามใช้มือเปล่าจับประคองที่ตัวเส้นสลิงหรือตัวชิ้นงานโดยตรงในจังหวะที่สลิงกำลังตึงตัวเพื่อป้องกันนิ้วมือถูกหนีบตัด (Pinch Point) แต่ต้องใช้เชือกประคอง (Tag Line) หรือตะขอผลักชิ้นงานเสมอ, ห้ามผู้ใดเดินหรือยืนอยู่ใต้วัสดุที่กำลังแขวนลอยอยู่กลางอากาศ (Never Walk Under a Suspended Load), ห้ามโหนหรือขึ้นไปยืนบนชิ้นงานที่เครนกำลังยก และเมื่อวางชิ้นงานลงบนหมอนรองจนมั่นคงไม่ล้มคว่ำแล้ว จึงค่อยปลดสลิงออกและบังคับตะขอเครนให้ยกสูงพ้นระดับศีรษะก่อนเคลื่อนเครนกลับจุดพัก


ช่างยึดเกาะวัสดุ Rigger Crane

หลักการคำนวณทางวิศวกรรมเบื้องต้นและเช็กลิสต์ความปลอดภัยก่อนยกสำหรับ ริกเกอร์ เครน

หนึ่งในทักษะที่แยก ริกเกอร์ เครน มืออาชีพออกจากผู้ปฏิบัติงานทั่วไป คือความสามารถในการประเมินน้ำหนักวัสดุ (Load Weight Estimation) และการคำนวณแรงดึงในขาสลิง (Sling Tension Calculation) หน้างานอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในกรณีที่ชิ้นงานไม่มีป้ายระบุน้ำหนักสำเร็จรูปมาให้จากโรงงานผู้ผลิต ช่างยึดเกาะวัสดุและผู้ควบคุมการใช้เครนจะต้องใช้สูตรคำนวณปริมาตรคูณด้วยความหนาแน่นจำเพาะของวัสดุ (Specific Gravity / Density) เพื่อหาน้ำหนักที่แท้จริงก่อนเลือกขนาดเครนและขนาดลวดสลิง

ตัวอย่างค่าความหนาแน่นวัสดุและตัวคูณแรงดึงตามมุมสลิงที่ ริกเกอร์ เครน ต้องแม่นยำ

ในการปฏิบัติงานจริงภายในโรงงานอุตสาหกรรมและไซต์งานก่อสร้าง วัสดุแต่ละชนิดมีน้ำหนักต่อลูกบาศก์เมตรแตกต่างกันอย่างมาก และเมื่อทำการผูกสลิงแบบแยกขา (Multi-leg Bridle Sling) มุมที่ขาสลิงทำกับแนวราบจะส่งผลต่อแรงดึงในสลิงแต่ละเส้นโดยตรง ดังสรุปในตารางอ้างอิงทางวิศวกรรมด้านล่างนี้:


มุมสลิงเทียบแนวราบ (Horizontal Angle)ตัวคูณแรงดึงในสายสลิง (Tension Factor)แรงดึงต่อสลิง 1 ขา (เมื่อยกชิ้นงานหนัก 1,000 กก. ด้วยสลิง 2 ขา)คำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับ ริกเกอร์ เครน
90 องศา (แนวดิ่งตั้งฉาก)1.000 เท่า500 กิโลกรัม ต่อขาปลอดภัยสูงสุด แรงดึงกระจายเท่ากันตามแนวดิ่ง (ใช้ร่วมกับคาน Spreader Beam)
60 องศา (มุมมาตรฐานแนะนำ)1.155 เท่า577.5 กิโลกรัม ต่อขาเป็นมุมยกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานสลิง 2 ขา หรือ 4 ขา ในโรงงานทั่วไป
45 องศา (มุมเฝ้าระวัง)1.414 เท่า707 กิโลกรัม ต่อขาแรงดึงเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 41 ต้องเผื่อขนาดพิกัดสลิง (WLL) ให้สูงกว่าน้ำหนักปกติ
30 องศา (มุมวิกฤตสูงสุด)2.000 เท่า1,000 กิโลกรัม ต่อขาสลิงแต่ละขารับแรงดึงเท่ากับน้ำหนักชิ้นงานทั้งก้อน ห้ามใช้มุมต่ำกว่า 30 องศาโดยเด็ดขาด

ข้อควรจำสำคัญสำหรับงานยกแบบสลิง 3 ขา หรือ 4 ขา: ในทางวิศวกรรมการผูกยึดวัสดุ หากชิ้นงานเป็นโครงสร้างแข็งเกร็ง (Rigid Load) เช่น แม่พิมพ์โลหะหรือแท่นเครื่องจักร เมื่อใช้สลิง 4 ขาในการยก น้ำหนักมักจะไม่ได้กระจายลงสู่สลิงทั้ง 4 ขาเท่ากันตลอดเวลาเนื่องจากความคลาดเคลื่อนระดับมิลลิเมตรของความยาวสลิงหรือรูปทรงชิ้นงาน ดังนั้น มาตรฐานความปลอดภัยสากลจึงกำหนดให้ ริกเกอร์ เครน คำนวณพิกัดรับน้ำหนักเสมือนว่ามีสลิงรับน้ำหนักหลักเพียง 2 ขา (หรือสูงสุดไม่เกิน 3 ขาในกรณีชิ้นงานยืดหยุ่น) เพื่อสร้างค่าความปลอดภัยเผื่อ (Safety Margin) ป้องกันสลิงขาดจากแรงดึงสะสม


เช็กลิสต์ 10 ข้อที่ ริกเกอร์ เครน และ ผู้ควบคุมการใช้เครน ต้องตรวจสอบก่อนยกทุกครั้ง (Pre-Lift Safety Checklist)

  1. ตรวจสอบเอกสารรับรองเครน: ยืนยันว่าเครนไฟฟ้าหรือรถเครนที่จะใช้งานมีเอกสารรับรองความปลอดภัย ปจ.1 หรือ ปจ.2 ที่ยังไม่หมดอายุ และผ่านการตรวจเช็คประจำวันโดยผู้บังคับปั้นจั่นแล้ว
  2. ตรวจสอบใบเซอร์ของทีมงานครบ 4 ผู้: ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณ ผู้ยึดเกาะวัสดุ (ริกเกอร์ เครน) และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น มีวุฒิบัตรผ่านการอบรมตรงตามชนิดของเครนที่ใช้งาน
  3. ยืนยันน้ำหนักชิ้นงานและพิกัดเครน: ทราบน้ำหนักรวมของชิ้นงานและอุปกรณ์ช่วยยกทั้งหมดอย่างชัดเจน และน้ำหนักรวมต้องไม่เกินพิกัดยกปลอดภัย (SWL) ของเครนและรอกไฟฟ้า
  4. ตรวจสภาพอุปกรณ์ช่วยยก 100%: ลวดสลิง สลิงผ้าใบ โซ่ยกของ สเก็น และห่วงยก มีป้ายบอกพิกัด (WLL Tag) ชัดเจน ไม่มีการแตกเกลียว ไม่ฉีกขาด และไม่บิดงอ
  5. ตรวจสอบลิ้นกันหลุดของตะขอเครน (Safety Latch): ตะขอเครนไม่ถ่างอ้า ไม่แตกร้าว และลิ้นล็อกนิรภัยสามารถดีดกลับปิดปากตะขอได้อย่างสมบูรณ์
  6. จัดตำแหน่งตะขอเหนือจุดศูนย์ถ่วง (CG): เคลื่อนรอกไฟฟ้าให้ตะขออยู่ตรงแนวดิ่งเหนือจุดศูนย์ถ่วงของชิ้นงาน เพื่อป้องกันการดึงแนวเฉียง (Side Pulling) และการแกว่งตัวเมื่อยกพ้นพื้น
  7. ติดตั้งแผ่นรองกันบาด (Corner Protection): สวมปลอกกันบาดหรือวางวัสดุรองรับทุกจุดที่ลวดสลิงหรือสลิงผ้าใบพาดผ่านขอบคมของชิ้นงานโลหะ
  8. ผูกเชือกประคองชิ้นงาน (Tag Line): ติดตั้งเชือกประคองที่ไม่มีปมและมีความยาวเพียงพอ เพื่อให้ริกเกอร์ใช้ควบคุมทิศทางชิ้นงานจากระยะปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้มือจับชิ้นงานโดยตรง
  9. เคลียร์เส้นทางเคลื่อนย้ายและจุดวาง (Clear Path & Landing Zone): กั้นพื้นที่อันตราย แจ้งเตือนพนักงานในบริเวณใกล้เคียงห้ามเดินผ่านใต้แนวเครน และจัดเตรียมไม้หมอนรองรับ ณ จุดวางชิ้นงาน
  10. ซักซ้อมสัญญาณมือและทำการยกทดสอบ (Trial Lift): ตกลงช่องทางสื่อสารระหว่างคนให้สัญญาณเครนกับผู้บังคับเครน และยกชิ้นงานลอยพ้นพื้น 1015 เซนติเมตรเพื่อเช็กสมดุลและระบบเบรกก่อนยกเคลื่อนย้ายจริง

Rigger อบรมริกเกอร์เครน

อยากเป็น ริกเกอร์ เครน ต้องมี ใบเซอร์ริกเกอร์ หรือผ่านการ อบรมเครน 4 ผู้ หรือไม่?

คำตอบที่ชัดเจนตามข้อเท็จจริงทางกฎหมายคือ ต้องผ่านการฝึกอบรมและมีวุฒิบัตรรับรอง (ใบเซอร์ริกเกอร์) ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำของโรงงาน หรือผู้รับเหมาช่วงที่เข้าไปปฏิบัติงานในไซต์งานอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตามข้อ 72 แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกำหนด และต้องแจ้งรายชื่อต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย


คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าทำงานและเติบโตในสายอาชีพ ริกเกอร์ เครน

ในการคัดเลือกบุคลากรตามประกาศ รับสมัคร Rigger เครน ของบริษัทรับเหมาและโรงงานชั้นนำในสมุทรปราการ ชลบุรี กรุงเทพฯ และนนทบุรี นอกจากใบวุฒิบัตรผ่านการอบรมที่ออกโดยสถาบันฝึกอบรมที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแล้ว ผู้ปฏิบัติงานต้องมีคุณสมบัติสำคัญดังนี้:

  • ความพร้อมทางร่างกายและสายตา: มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง สายตาปกติ ไม่ตาบอดสี การได้ยินชัดเจน และไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเกิดอาการวูบหรือเป็นลมขณะปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง
  • ทักษะการคำนวณและอ่านแบบเบื้องต้น: สามารถอ่านค่าพิกัด SWL/WLL บนอุปกรณ์ช่วยยก คำนวณปริมาตรและน้ำหนักวัสดุเบื้องต้น (เช่น แผ่นเหล็ก ท่อเหล็ก หรือคอนกรีต) และอ่านแบบ Rigging Plan ได้อย่างถูกต้อง
  • วินัยด้านความปลอดภัยสูงสุด: สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) ครบถ้วนตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน ได้แก่ หมวกนิรภัยพร้อมสายรัดคาง รองเท้านิรภัยหัวเหล็ก ถุงมือหนังกันบาดสำหรับจับลวดสลิง และเสื้อสะท้อนแสงเพื่อให้ผู้บังคับเครนมองเห็นตัวผู้ให้สัญญาณได้อย่างชัดเจนจากระยะไกล

 


คำถามที่ผู้คนมักค้นหาเพิ่มเติม (People Also Ask - PAA)

1. Rigger คือตำแหน่งอะไร มีหน้าที่หลักอะไรบ้าง?

Rigger หรือ ริกเกอร์ เครน คือตำแหน่งช่างยึดเกาะวัสดุที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยยก คำนวณน้ำหนักและจุดศูนย์ถ่วงของวัตถุ ผูกมัดชิ้นงานเข้ากับตะขอเครนอย่างปลอดภัย และประสานงานให้สัญญาณเคลื่อนย้ายวัสดุตามแผนการยก

2. เครน 4 ผู้ มีตำแหน่งอะไรบ้างตามกฎหมาย?

ตามกฎกระทรวงปั้นจั่น พ.ศ. 2564 เครน 4 ผู้ ประกอบด้วย (1) ผู้บังคับปั้นจั่น, (2) ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น, (3) ผู้ยึดเกาะวัสดุ (ริกเกอร์ เครน) และ (4) ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น ซึ่งทุกตำแหน่งต้องผ่านการฝึกอบรมตามกฎหมาย

3. Rigging Plan กับ Lifting Plan ต่างกันอย่างไร?

Rigging Plan เน้นรายละเอียดวิธีการผูกมัดชิ้นงาน ชนิดสลิง สเก็น มุมสลิง และตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วง ส่วน Lifting Plan เป็นแผนภาพรวมทั้งหมดที่รวมถึงการเลือกขนาดเครน รัศมีการยก สภาพพื้นที่ตั้งเครน และขั้นตอนความปลอดภัยตั้งแต่ต้นจนจบ

4. คนให้สัญญาณเครน คือใคร ใช้สัญญาณอะไรในการสื่อสาร?

คนให้สัญญาณเครน (Signalman) คือผู้ที่ผ่านการอบรมให้ทำหน้าที่สั่งการผู้บังคับเครนเพียงคนเดียวในขณะยก โดยใช้สัญญาณมือเครนมาตรฐาน ร่วมกับนกหวีดหรือวิทยุสื่อสาร เพื่อนำทางชิ้นงานและป้องกันอุบัติเหตุในจุดอับสายตา

5. อบรมริกเกอร์เครน ใช้เวลากี่ชั่วโมง?

หลักสูตรผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่นและผู้ยึดเกาะวัสดุใช้เวลาอบรมไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง (2 วัน) ส่วนหลักสูตรควบ 4 ผู้ สำหรับปั้นจั่นอยู่กับที่ใช้เวลา 18 ชั่วโมง และปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ใช้เวลา 24 ชั่วโมง



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ริกเกอร์ เครน และความปลอดภัยในการใช้เครน (FAQ)

คำถามที่ 1: ริกเกอร์ เครน (Rigger Crane) กับ คนให้สัญญาณเครน (Signalman) คือคนเดียวกันหรือไม่?

คำตอบ: ตามนิยามกฎหมายแรงงานไทย หน้าที่ถูกแยกเป็น ผู้ยึดเกาะวัสดุ (Rigger) และ ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น (Signalman) แต่ในทางปฏิบัติหน้างานอุตสาหกรรมและหลักสูตรการฝึกอบรมตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มักจัดอบรมควบคู่กันในหลักสูตรผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่นและผู้ยึดเกาะวัสดุ (12 ชั่วโมง) ทำให้บุคลากร 1 คนที่ผ่านการอบรมครบถ้วนสามารถปฏิบัติหน้าที่ทั้งผูกมัดวัสดุและให้สัญญาณมือเครนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

คำถามที่ 2: หากโรงงานให้พนักงานที่ไม่มีใบเซอร์ริกเกอร์มาผูกมัดชิ้นงานยกเครน มีความผิดตามกฎหมายหรือไม่?

คำตอบ: มีความผิดตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 และพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับปั้นจั่นทั้ง 4 ผู้ ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนดก่อนเริ่มปฏิบัติงาน หากฝ่าฝืนอาจมีโทษทางกฎหมายและส่งผลต่อการเคลมประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

คำถามที่ 3: การอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นสำหรับริกเกอร์ เครน ต้องทำทุกกี่ปี?

คำตอบ: การอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นไม่ได้กำหนดตายตัวเป็นจำนวนปีในทุกกรณี แต่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดอบรมทบทวนใน 3 กรณีสำคัญ ได้แก่ (1) เมื่อลูกจ้างหยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับปั้นจั่นตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปก่อนกลับมาทำงานใหม่, (2) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชนิดหรือลักษณะของปั้นจั่นที่ใช้งาน และ (3) เมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น อย่างไรก็ตาม โรงงานอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐาน ISO มักจัดอบรมทบทวนประจำทุก 12 ปีเพื่อรักษาวินัยความปลอดภัย

คำถามที่ 4: อุปกรณ์ช่วยยกชำรุด เช่น ลวดสลิงแตกเกลียว หรือสลิงผ้าใบฉีกขาด ริกเกอร์ เครน สามารถซ่อมแซมเองหน้างานได้หรือไม่?

คำตอบ: ห้ามซ่อมแซมเองโดยเด็ดขาด เช่น ห้ามนำลวดสลิงที่แตกเกลียวมาเชื่อมหรือผูกปมใช้งานต่อ และห้ามนำสลิงผ้าใบที่ฉีกขาดเห็นเส้นด้ายแกนในมาเย็บซ่อมเองตามกฎกระทรวงปั้นจั่น พ.ศ. 2564 ริกเกอร์ เครน ต้องคัดแยกอุปกรณ์ที่ชำรุดออกจากการใช้งานทันที ติดป้ายห้ามใช้ (Lockout/Tagout) หรือทำลายทิ้งตามระเบียบโรงงาน และแจ้งผู้ควบคุมการใช้เครนเพื่อเบิกเปลี่ยนอุปกรณ์มาตรฐานชิ้นใหม่

คำถามที่ 5: นอกจากบุคลากรที่มีใบเซอร์ริกเกอร์แล้ว ตัวเครนโรงงานต้องมีเอกสารรับรองความปลอดภัยใดควบคู่กัน?

คำตอบ: ตัวปั้นจั่นหรือเครนไฟฟ้าในโรงงานต้องผ่านการตรวจสอบและทดสอบการรับน้ำหนัก (Load Test) โดยวิศวกรเครื่องกลที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พร้อมออกหนังสือรับรองความปลอดภัยในการใช้งานปั้นจั่น (แบบ ปจ.1 สำหรับปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ เช่น เครนเหนือศีรษะ หรือแบบ ปจ.2 สำหรับปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่) ตามรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง บริษัท ฟอร์ช เครน ไฟฟ้า จำกัด มีบริการตรวจเช็คเครนพร้อมออกเอกสาร ปจ.1 ให้ครบวงจร


บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง (Internal Link Suggestions สำหรับเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์)

เพื่อส่งเสริมด้านความปลอดภัยปั้นจั่นและบริการเครนโรงงานของเว็บไซต์ Force Crane  Internal Links พร้อม Anchor Text


ยกระดับความปลอดภัยเครนโรงงานของคุณวันนี้

ต้องการออกแบบ ติดตั้ง โมดิฟายเครนไฟฟ้า หรือตรวจรับรองเครน ปจ.1 ให้ทำงานร่วมกับทีมริกเกอร์ได้อย่างมั่นใจใช่ไหม?



ติดต่อสอบถามข้อมูลบริการและดีลธุรกิจกับ บริษัท ฟอร์ช เครน ไฟฟ้า จำกัด

บริษัท ฟอร์ช เครน ไฟฟ้า จำกัด

เลขที่ 111/4 หมู่ 11 ถ.เทพารักษ์ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540

โทรศัพท์ (Tel): 084-755-5449 (คุณวี)

อีเมล (E-mail): fc@forcecrane.com

เว็บไซต์ (Website): https://www.forcecrane.com

รวมบทความความรู้เครน: https://www.forcecrane.com/categorycontent

Facebook: www.facebook.com/forcecrane

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้