Last updated: 2 ต.ค. 2569 |

เรียบเรียงโดยทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเครนโรงงาน | บริษัท ฟอร์ช เครน ไฟฟ้า จำกัด | อัปเดตข้อมูลล่าสุดตามมาตรฐานความปลอดภัยอุตสาหกรรม
วิธีเช็กจุดบำรุงปั้นจั่นเหนือศีรษะ (Overhead Travelling Crane) ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบใน 5 จุดหลัก ได้แก่ 1) โครงสร้างสะพานเครนและคานรับราง 2) ชุดลูกล้อและเพลาขับเคลื่อน 3) รอกไฟฟ้า ลวดสลิง และตะขอ 4) ระบบเบรกและลิมิตสวิตช์ตัดการทำงาน และ 5) ระบบตู้ควบคุมและรางจ่ายไฟ พร้อมตรวจรับรองความปลอดภัย (ปจ.1) ตามรอบกฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความเสียหายจากการหยุดสายการผลิต
ในการบริหารจัดการสายการผลิต คลังสินค้า และงานประกอบชิ้นส่วนหนักในภาคอุตสาหกรรม ปั้นจั่นเหนือศีรษะ หรือที่ในทางวิศวกรรมสากลเรียกว่า Overhead Travelling Crane (และมักเรียกสั้นๆ ว่า เครนเหนือศีรษะ หรือ เครนโรงงาน) คือเครื่องจักรกลหลักที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายวัตถุที่มีน้ำหนักมากในแนวระนาบ 3 แกน (ซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง และขึ้น-ลง) เหนือพื้นที่ปฏิบัติงาน การที่ระบบ travelling crane ทำงานอยู่เหนือศีรษะของพนักงานตลอดเวลา ทำให้ความสมบูรณ์ของชิ้นส่วนกลไกและระบบไฟฟ้าทุกจุดมีความสำคัญสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สินภายในโรงงาน
ผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงาน และฝ่ายซ่อมบำรุงจำนวนมากมักเผชิญปัญหาเครนหยุดทำงานกะทันหัน (Unplanned Downtime) ลูกล้อเครนกินราง ระบบเบรกรอกเสื่อมสภาพ หรือไม่ผ่านการตรวจรับรองความปลอดภัยตามกฎหมาย บทความเชิงเทคนิคฉบับนี้จึงรวบรวมแนวทางและวิธีเช็กจุดบำรุงของ overhead travelling crane อย่างละเอียด แยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางวิศวกรรม ขั้นตอนปฏิบัติที่ฝ่ายซ่อมบำรุงทำได้เอง และจุดวิกฤตที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมิน
ก่อนเริ่มวางแผนตรวจเช็กจุดบำรุงรักษา วิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ต้องเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของเครนที่ใช้งานอยู่ เนื่องจากภายหลังการ ติดตั้งเครนเหนือศีรษะ แล้ว โครงสร้างแต่ละประเภทจะเกิดจุดรับภาระความเค้น (Stress Concentration) และการสึกหรอในตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้:
โครงสร้างประกอบด้วยคานกลาง (Main Girder) เพียงคานเดียว โดยชุดรอกไฟฟ้าและรถรอก (Monorail Hoist & Trolley) จะห้อยและวิ่งอยู่บริเวณ ปีกล่างของคาน (Bottom Flange) จุดบำรุงรักษาที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ การสึกหรอและการเสียรูปของแผ่นเหล็กปีกล่างคานจากการเสียดสีของล้อรถรอก รวมถึงการปรับตั้งแหวนรอง (Spacer Washer) ของชุดรอกให้มีระยะห่างจากขอบคานตามมาตรฐาน
โครงสร้างประกอบด้วยคานกลาง 2 คานขนานกัน รองรับงานหนัก (Heavy Duty) โดยชุดรถรอก (Crab / Open Winch Trolley) จะวิ่งอยู่บน รางเหล็กด้านบนของคานทั้งสอง (Top Rail) จุดบำรุงรักษาสำคัญจึงมุ่งเน้นไปที่ความขนานและระดับความสูงที่เท่ากันของรางวิ่งบนคานคู่ จุดยึดประกับราง (Rail Clips) ระบบคัปปลิ้งเพลาขับ (Coupling) และความแข็งแรงของทางเดินซ่อมบำรุง (Maintenance Platform/Walkway)
| หัวข้อเปรียบเทียบ | เครนเหนือศีรษะ คานเดี่ยว (Single Girder) | เครนเหนือศีรษะ คานคู่ (Double Girder) |
|---|---|---|
| ตำแหน่งการวิ่งของรอก | วิ่งเกาะใต้ปีกล่างของคานเหล็ก (I-Beam / Box Girder) | วิ่งบนรางเหล็กที่ติดตั้งเหนือคานกลางทั้งสองฝั่ง |
| จุดสึกหรอหลักที่ต้องเช็ก | ความหนาของปีกล่างคาน (Bottom Flange Wear) และล้อ Trolley | แนวรางด้านบน (Trolley Rail Alignment), คลิปล็อกราง และชุดเกียร์เปลือย |
| การเข้าถึงเพื่อซ่อมบำรุง | ต้องใช้รถกระเช้า (Scissor Lift / Boom Lift) หรือนั่งร้านในการเข้าตรวจเช็ก | มักมีทางเดินซ่อมบำรุง (Walkway) บนคานเครน ช่วยให้ตรวจสอบชุดรอกได้สะดวก |
| ความซับซ้อนของระบบไฟฟ้า | ปานกลาง (เน้นระบบสายไฟ Festoon และคอนแทคเตอร์/อินเวอร์เตอร์พื้นฐาน) | สูง (มักมีระบบควบคุมความเร็วละเอียด, ระบบป้องกันการแกว่ง และเบรกเสริม) |
การตรวจเช็กจุดบำรุงรักษาของ ปั้นจั่นเหนือศีรษะ ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรรอให้เกิดเสียงดังผิดปกติหรือเครื่องจักรหยุดทำงาน แต่ต้องแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 3 ระดับตามความถี่การใช้งาน ได้แก่ การตรวจก่อนเริ่มงานประจำวัน (Daily Pre-Use Check) โดยผู้บังคับปั้นจั่น, การบำรุงรักษาเชิงป้องกันรายเดือน (Monthly Preventive Maintenance) โดยช่างเทคนิคประจำโรงงาน และ การตรวจรับรองประจำปี/ตามรอบกฎหมาย โดยวิศวกรและบริษัทผู้เชี่ยวชาญ

โครงสร้างสะพานเครน (Bridge Girder) และคานล้อขับเคลื่อนปลายคาน (End Carriage / End Truck) คือส่วนที่รับน้ำหนักรวมทั้งหมดของตัวเครนและชิ้นงาน ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในโรงงานอุตสาหกรรมคืออาการ "ลูกล้อกินราง" (Wheel Flange Wear) หรือเครนวิ่งบิดตัวเป็นแนวทแยง (Crabbing / Skewing) ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ลูกล้อปีนรางและเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
รอกไฟฟ้า (Electric Wire Rope Hoist หรือ Electric Chain Hoist) เปรียบเสมือนหัวใจหลักของ เครนเหนือศีรษะ เพราะทำหน้าที่รับน้ำหนักแนวดิ่งโดยตรง การวางแผน การบำรุงรักษารอกไฟฟ้าและเครนเหนือศีรษะ อย่างถูกวิธีจะช่วยยืดอายุการใช้งานของอะไหล่สิ้นเปลืองและป้องกันอุบัติเหตุชิ้นงานร่วงหล่นได้อย่างเด็ดขาด โดยมีจุดโฟกัสดังนี้:
สำหรับรอกสลิงไฟฟ้า ชิ้นส่วนที่เสียหายบ่อยที่สุดคือ ไกด์นำสลิง (Rope Guide) ซึ่งทำหน้าที่บังคับให้สลิงเรียงตัวลงในร่องดรัมอย่างเป็นระเบียบ หากผู้ใช้งานดึงยกชิ้นงานในแนวเฉียง (Side Pulling) จะทำให้ Rope Guide แตกหักทันที ส่งผลให้สลิงปีนเกลียวทับกันและขาดในที่สุด การบำรุงรักษาต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของ Rope Guide สปริงรัดสลิง และทาจาระบีสำหรับลวดสลิงโดยเฉพาะเพื่อลดการเสียดสีภายในแกนสลิง
ระบบเบรกของรอกไฟฟ้าเป็นแบบ Fail-Safe (เมื่อตัดไฟ เบรกจะจับล็อกทันทีด้วยแรงดันสปริง) ช่างซ่อมบำรุงต้องวัด ระยะห่างหน้าสัมผัสผ้าเบรก (Brake Air Gap) ด้วยฟิลเลอร์เกจ (Feeler Gauge) ให้อยู่ในค่ามาตรฐานของรุ่นรอกนั้นๆ หากระยะห่างมากเกินไปจะทำให้เบรกจับช้า ชิ้นงานไถลลง (Load Slipping) หรือคอยล์เบรกไหม้เนื่องจากแรงดึงแม่เหล็กไม่พอ
ตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ผ่านตาแมวหรือก้านวัด สังเกตสีและกลิ่นของน้ำมันเกียร์ หากน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ มีกลิ่นไหม้ หรือมีเศษผงโลหะปะปน แสดงว่าฟันเฟืองภายในเริ่มสึกหรอ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามชั่วโมงการทำงานหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมตรวจสภาพซีลกันน้ำมัน (Oil Seal) และรูระบายแรงดัน (Breather Plug) ไม่ให้ตัน
ตรวจเช็กความหนาของ แปรงถ่าน (Collector Shoe) ที่วิ่งรับไฟจากรางไฟ (Conductor Bar / Busbar) หากแปรงถ่านสึกหรอจนถึงขีดจำกัดหรือสปริงล้า จะเกิดการอาร์กของกระแสไฟฟ้า ทำให้ไฟตกเพียง 1 เฟส (Single Phasing) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มอเตอร์เครนไหม้ นอกจากนี้ต้องตรวจเช็กลูกล้อสายไฟพวง (Festoon Cable Trolley) ไม่ให้ฝืดหรือสายไฟพับหักงอ และขันน็อตขั้วสายไฟในตู้คอนโทรล (Terminal Block & Magnetic Contactor) ที่อาจคลายตัวจากแรงสั่นสะเทือนขณะเครนวิ่ง

จากการเข้าตรวจสอบหน้างานจริงในโรงงานอุตสาหกรรม มีจุดเสี่ยงบน Overhead Crane ที่มักถูกละเลยเนื่องจากอยู่บนที่สูงและมองไม่เห็นจากพื้นโรงงาน หากพบอาการเหล่านี้ ต้องสั่งหยุดใช้งานปั้นจั่นทันที (Lockout/Tagout) และให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าแก้ไข:
| จุดเสี่ยงบนเครน | อาการผิดปกติที่ตรวจพบ | ผลกระทบและแนวทางแก้ไข |
|---|---|---|
| 1. ลวดสลิง (Wire Rope) | เส้นลวดขาดกระจายตัว, สลิงบิดเป็นตะกร้อ (Birdcaging), หักงอ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางลดลงเกิน 7% | เสี่ยงสลิงขาดขณะยกของหนัก ต้องเปลี่ยนลวดสลิงเส้นใหม่ตามสเปกเดิมทันที ห้ามตัดต่อ |
| 2. ตะขอยก (Load Hook) | ปากตะขออ้าออกเกิน 10% จากขนาดเดิม, ท้องตะขอสึกหรอเกิน 5% หรือมีรอยบิดตัว | โครงสร้างโลหะล้า เสี่ยงตะขอหัก ต้องเปลี่ยนชุดตะขอใหม่ ห้ามใช้วิธีเชื่อมพอกหรือดัดด้วยความร้อนเด็ดขาด |
| 3. ลิมิตสวิตช์ (Limit Switch) | ก้านเตะค้าง สายไฟหลุด หรือหน้าคอนแทคภายในเชื่อมติดกันจนไม่ตัดวงจรเมื่อยกสุด | ชุดรอกชนกระแทกตัวเสื้อรอกด้านบน ทำให้สลิงขาดทันที ต้องซ่อมหรือเปลี่ยน Limit Switch ก่อนใช้งาน |
| 4. ปลายสลิงยึดดรัม (Rope Clamp) | น็อตประกับยึดปลายสลิงบนดรัมคลายตัว หรือปล่อยสลิงลงสุดจนไม่เหลือรอบพันสำรองบนดรัม | สลิงหลุดออกจากดรัมทั้งหมด ต้องตั้ง Lower Limit ให้เหลือสลิงพันค้างบนดรัมอย่างน้อย 2-3 รอบเสมอ |
| 5. แปรงถ่านรางไฟ (Collector) | ก้อนคาร์บอนสึกจนหมด เหลือแต่ขาพลาสติกหรือทองเหลืองขูดกับรางไฟเกิดประกายไฟ | รางไฟละลาย ไฟรั่วลงโครงสร้าง หรือมอเตอร์ไหม้จากการขาดเฟส ต้องเปลี่ยนแปรงถ่านและตั้งแนวแขนจับใหม่ |
| 6. คอนแทคเตอร์ (Magnetic Contactor) | หน้าทองขาวละลายติดกัน (Contact Welding) จากการกดย้ำปุ่มถี่ๆ (Jogging/Inching) | ปล่อยมือจากปุ่มกดแล้วเครนยังวิ่งต่อเองไม่หยุด ต้องกด Emergency Stop และเปลี่ยนแมกเนติกตัวใหม่ |
| 7. ฉากรับรางเครน (Runway Bracket) | รอยเชื่อมหูช้างเสาอาคารร้าว หรือคลิปล็อกราง (Rail Clip) หลุดหายหลายจุด | ระยะความกว้างราง (Span) เปลี่ยนไป เสี่ยงเครนตกราง ต้องให้วิศวกรตรวจสอบโครงสร้างและซ่อมบำรุงทันที |

ในประเทศไทย การใช้งานและการบำรุงรักษา เครนโรงงาน อยู่ภายใต้ข้อบังคับของ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบและทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นอยู่กับที่ (รวมถึง ปั้นจั่นเหนือศีรษะ ทุกประเภท) โดยวิศวกรเครื่องกลที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม และจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบใน แบบฟอร์ม ปจ.1 เก็บไว้ที่สถานประกอบการเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้ตลอดเวลา
| พิกัดน้ำหนักยกอย่างปลอดภัย (SWL) ตามที่ผู้ผลิตกำหนด | รอบระยะเวลาการตรวจสอบและออกเอกสาร ปจ.1 | ผู้มีอำนาจลงนามรับรอง |
|---|---|---|
| ตั้งแต่ 1 ตัน แต่ไม่เกิน 3 ตัน | อย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อปี (ทุก 12 เดือน) | วิศวกรเครื่องกล (ตามระดับใบอนุญาต กว.) |
| เกิน 3 ตัน แต่ไม่เกิน 50 ตัน | อย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกๆ 6 เดือน (ปีละ 2 ครั้ง) | วิศวกรเครื่องกล (ตามระดับใบอนุญาต กว.) |
| เกิน 50 ตัน ขึ้นไป | อย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกๆ 3 เดือน (ปีละ 4 ครั้ง) | สามัญวิศวกร หรือ วุฒิวิศวกรเครื่องกล |
| กรณีหยุดใช้งานเกิน 6 เดือน หรือมีการซ่อมแซมดัดแปลงโครงสร้างสำคัญ | ต้องตรวจสอบและทดสอบใหม่ ก่อนนำกลับมาใช้งาน | วิศวกรเครื่องกลผู้ได้รับอนุญาต |
นอกจากการออกเอกสาร ปจ.1 แล้ว ข้อกำหนดการบำรุงรักษาเครนโรงงานยังระบุให้นายจ้างต้องมี คู่มือปฏิบัติงานและบำรุงรักษาเป็นภาษาไทย ติดป้ายบอกพิกัดน้ำหนักยกสูงสุด (Max Capacity / SWL) บนคานเครนให้มองเห็นชัดเจนจากพื้นล่าง และจัดให้ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น (4 ผู้) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด
เมื่อถึงกำหนดรอบตรวจเช็กประจำปีหรือทุก 6 เดือน การเข้าดำเนินการโดยทีมช่างเทคนิคและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งกลไกการบำรุงรักษา (PM) และการรับรองความปลอดภัย (ปจ.1) ครบถ้วนในคราวเดียว:
กั้นพื้นที่ปฏิบัติงานใต้แนววิ่งของเครน ทำการปิดเมนเบรกเกอร์ (Lockout/Tagout) เมื่อต้องขึ้นตรวจเช็กชิ้นส่วนกลไกและขันน็อตในตู้คอนโทรล เพื่อป้องกันการกดรีโมทโดยไม่ตั้งใจ
ช่างเทคนิคขึ้นตรวจวัดความสึกหรอของลูกล้อ ผ้าเบรก ลวดสลิง ตะขอ เช็กระดับน้ำมันเกียร์ อัดจาระบีลูกล้อและสลิง เป่าฝุ่นทำความสะอาดตู้คอนโทรล วัดค่ากระแสไฟฟ้า (Amp) ของมอเตอร์แต่ละตัว และปรับตั้งระยะเบรกให้ได้มาตรฐาน
ทำความสะอาดตะขอยกของและจุดเชื่อมสำคัญ เพื่อตรวจหารอยแตกร้าวขนาดเล็กบนพื้นผิวโลหะด้วยน้ำยาแทรกซึม (Liquid Penetrant Testing - PT) หรือผงแม่เหล็ก (Magnetic Particle Testing - MT) พร้อมวัดมิติการอ้าของปากตะขอเทียบกับค่าเริ่มต้น
นำตุ้มน้ำหนักมาตรฐาน (Test Weight) มาทำการทดสอบยกจริงเพื่อดูประสิทธิภาพของระบบเบรก โครงสร้างสะพานเครน และการทำงานของ Overload Limit Switch พร้อมวัดค่าการแอ่นตัวของคานกลางขณะรับน้ำหนัก และวัดการคืนตัวหลังวางน้ำหนักลง
หากผ่านเกณฑ์ทั้งหมด วิศวกรจะลงนามรับรองในแบบฟอร์ม ปจ.1 พร้อมแนบสำเนาใบอนุญาต กว. และติดสติกเกอร์รับรองการตรวจ แต่หากพบจุดบกพร่องที่อันตราย จะออกใบแจ้งรายการอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนแก้ไขอย่างชัดเจนเพื่อให้โรงงานดำเนินการปรับปรุง

Overhead Travelling Crane (ปั้นจั่นเหนือศีรษะ) คือเครนที่วิ่งบนราง (Runway Beam) ซึ่งยึดติดกับเสาโครงสร้างอาคารโรงงานด้านบน ทำให้ไม่เสียพื้นที่ใช้สอยบนพื้นโรงงาน ส่วน Gantry Crane (เครนขาสูง) จะมีขาตั้งรับน้ำหนักตัวเองและวิ่งบนรางที่วางอยู่บนพื้นดิน มักใช้กลางแจ้งหรือในอาคารที่ไม่สามารถฝากน้ำหนักไว้กับเสาโรงงานได้
อาการชิ้นงานไหลลงหลังจากปล่อยปุ่มกด มักเกิดจากผ้าเบรกของรอกไฟฟ้าสึกหรอจนระยะห่าง (Air Gap) กว้างเกินค่ามาตรฐาน, สปริงดันเบรกล้าตัว, มีคราบน้ำมันเกียร์รั่วซึมเข้าไปเปื้อนหน้าผ้าเบรก หรือเกิดจากการยกน้ำหนักเกินพิกัด (Overload) ต้องให้ช่างปรับตั้งระยะเบรกหรือเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทันที
ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 กำหนดบังคับการตรวจรับรอง ปจ.1 สำหรับปั้นจั่นที่มีพิกัดน้ำหนักยกตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไป อย่างไรก็ตาม สำหรับเครนหรือรอกที่มีพิกัดต่ำกว่า 1 ตัน นายจ้างยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบและบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัยพร้อมใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิตเสมอ
ควรใช้สารหล่อลื่นสำหรับลวดสลิงโดยเฉพาะ (Wire Rope Lubricant) หรือจาระบีที่มีคุณสมบัติแทรกซึมเข้าสู่แกนในของสลิงได้ดี ทนแรงกดสูง และไม่เหนียวเหนอะหนะจนดักจับฝุ่นผงในโรงงานมาขัดสีเส้นลวด ไม่ควรใช้น้ำมันเครื่องเก่ามาทาสลิงเด็ดขาดเพราะมีฤทธิ์เป็นกรดและทำลายไส้สลิง
ช่วยลดภาระการซ่อมบำรุงได้จริงและชัดเจนมาก เพราะ Inverter จะควบคุมการออกตัวและการหยุดของมอเตอร์ให้นุ่มนวล (Soft Start / Soft Stop) ลดการกระชากของเฟืองเกียร์ ลดการแกว่งของชิ้นงาน และลดการใช้เบรก механиกส์ในการหยุดกะทันหัน ทำให้ผ้าเบรกและชุดเฟืองมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นหลายเท่าตัว
คำตอบ: ความถี่ขึ้นอยู่กับพิกัดน้ำหนักยก (SWL) ของเครนตัวนั้นๆ โดยพิกัด 13 ตัน ต้องตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง, พิกัดเกิน 3 ตัน ถึง 50 ตัน ต้องตรวจอย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน และพิกัดเกิน 50 ตันขึ้นไป ต้องตรวจอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน โดยวิศวกรเครื่องกลที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
คำตอบ: เครนคานเดี่ยว (Single Girder) ต้องเน้นตรวจสอบการสึกหรอของปีกล่างคานเหล็กที่ล้อรถรอกวิ่งเกาะโดยตรง ในขณะที่เครนคานคู่ (Double Girder) ต้องเน้นตรวจสอบแนวความขนานของรางวิ่งด้านบนคานทั้งสองฝั่ง คลิปล็อกราง ชุดเพลาขับคู่ และโครงสร้างทางเดินซ่อมบำรุง (Walkway)
คำตอบ: สาเหตุหลักเกิดจากศูนย์ลูกล้อ (Wheel Alignment) ไม่ขนานกับราง, ระยะห่างระหว่างรางวิ่งสองฝั่ง (Span) คลาดเคลื่อนจากการทรุดตัวของเสาโรงงาน หรือมอเตอร์ขับเคลื่อนสองฝั่งทำงานไม่เท่ากัน การแก้ไขต้องให้ทีมวิศวกรเข้าวัดแนวระดับราง (Rail Survey) ตั้งศูนย์ล้อใหม่ และเช็กระบบขับเคลื่อน
คำตอบ: ต้องสั่งเปลี่ยนทันทีเมื่อพบลวดสลิงขาดกระจายเกินเกณฑ์มาตรฐานใน 1 เกลียว, เส้นผ่านศูนย์กลางสลิงยุบตัวลงเกิน 7%, สลิงบิดเป็นกรงนก (Birdcaging), มีรอยหักพับ หรือในกรณีรอกโซ่เมื่อพบข้อโซ่ยืดตัว มีรอยร้าว หรือความหนาของข้อโซ่สึกหรอเกินค่าที่ผู้ผลิตกำหนด
คำตอบ: อันดับแรกให้ตรวจปุ่ม Emergency Stop ที่สายรีโมทว่าถูกกดค้างไว้หรือไม่ จากนั้นตรวจสอบไฟสถานะที่ตู้คอนโทรล เช็กแปรงถ่าน (Collector Shoe) ว่าหลุดออกจากรางไฟ (Conductor Bar) หรือไม่ และตรวจสอบฟิวส์รวมถึง Overload Relay ในตู้ควบคุม หากรีเซ็ตแล้วยังตัดซ้ำ ห้ามฝืนกดใช้งานต่อและควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจวัดค่าฉนวนมอเตอร์
ศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกใช้งาน การติดตั้ง และการดูแลรักษาระบบเครนโรงงานได้จากคลังความรู้ของ บริษัท ฟอร์ช เครน ไฟฟ้า จำกัด:
ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาสายการผลิตหยุดชะงัก ด้วยทีมช่างเทคนิคและวิศวกรผู้ชำนาญการด้าน ปั้นจั่นเหนือศีรษะ (Overhead Travelling Crane) พร้อมให้บริการตรวจสอบประจำปี (PM) ออกใบรับรอง ปจ.1 ซ่อมบำรุงรอกไฟฟ้า และออกแบบติดตั้งเครนโรงงานครบวงจร ในพื้นที่ สมุทรปราการ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ